วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

บันทึกให้เป็นนิสัย ลดค่าใช้จ่ายได้ (จริงๆ)

จัดทำโดย น.ส สุภารัตน์ ฐิติโภคา 4902100682
เรื่อง บันทึกให้เป็นนิสัย ลดค่าใช้จ่ายได้ (จริงๆ)
เชื่อผมเถอะ จดแล้วไม่จน ยังมีใครจำประโยคในโฆษณานี้ได้หรือไม่
ถ้าจำไม่ได้ลองอ่านทั้งหมดดู
? แต่ก่อนนี้มีเงินเท่าไหร่ลงขวดหมด พอเริ่มจดบัญชี ก็เลิกเหล้า แล้วเมียผมก็ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า พอเริ่มจดบัญชีก็เลิก แต่ก่อนนี้ใช้แต่ปุ๋ยเคมี พอเริ่มจดก็ใช้ปุ๋ยชีวภาพ?
? เพราะทำบัญชีผมก็เลยเห็นว่ามีรายรับเท่าไหร่ จะตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยตรงไหน เลยมีเงินเหลือเก็บ เชื่อผมเถอะ จดแล้วไม่จน?
โฆษณาดังกล่าวข้างต้นนี้ทำมาเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ครัวเรือนได้มีการทำบัญชีจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน โดยผู้ริเริ่มคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.
สาเหตุที่ทำให้นึกถึงโฆษณานี้ขึ้นมา เพราะภาวะเศรษฐกิจที่รุมเร้า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% ไม่เพียงแต่ภาคครัวเรือนอย่างเกษตรกรเท่านั้น อย่างที่ ธ.ก.ส.มองเป็นกลุ่มเป้าหมายให้ทำบัญชีค่าใช้จ่าย แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะทำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ มนุษย์เงินเดือน หรือแม้แต่นายทุนเองก็ตาม เพราะยุคนี้ก่อนที่จะเรียกร้องให้ใครมาช่วยเหลือ โดยเฉพาะรัฐบาลนั้นคงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ดังนั้นทางที่ดีช่วยเหลือตัวเองก่อน นั่นล่ะจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
สำหรับการรู้ค่าใช้จ่ายของตัวเองในแต่ละวัน มีความสำคัญอย่างไร จะช่วยให้ดำรงตนในภาวะเศรษฐกิจผันผวนได้อย่างไร คำตอบก็คือ ? เมื่อจดก็ทำให้รู้ เมื่อรู้จะได้เตือนตนและไตร่ตรองได้ว่า สิ่งใดจำเป็นต่อการดำรงชีวิต สิ่งใดที่เป็นของฟุ่มเฟือย ยืดระยะการจับจ่ายออกไปก่อนได้?
บันทึกค่าใช้จ่ายแบบง่ายๆ
วิธีการที่จะทำให้เรารู้ความเคลื่อนไหวเรื่องการใช้จ่ายแต่ละวัน นั่นก็คือ ? การจดบันทึก? ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย บางคนกังวลว่าทำบัญชีไม่เป็นจะทำค่าใช้จ่ายได้หรือ ความจริงแล้วการทำบัญชีใช้จ่ายเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราเรียนกันมาในวัยเด็ก ลองปัดฝุ่นสิ่งที่เคยรู้สักนิดก็สามารถทำได้ไม่ยาก จะซื้อสมุดบัญชีที่เขาทำสำเร็จรูปไว้แล้ว ก็มีการขายตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป แต่ถ้าไม่ต้องการให้ยุ่งยาก และที่สำคัญไม่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสมุดบัญชี ก็ใช้สมุดจดที่นักเรียน นักศึกษาใช้ก็ได้ ราคาสมุดคงไม่เกินเล่มละ 20 บาท มีเส้นตีแบ่งบรรทัดมาให้เรียบร้อย ถ้าจะประหยัดเพิ่มขึ้นไปอีก ใช้กระดาษรีไซเคิลมานั่งตีเส้นเอง ก็แล้วแต่จะจัดหามา
การตีเส้น จดบันทึก ก็ไม่ต้องทำให้ยากเลย ดังตัวอย่างข้างล่างนี้ เพราะจุดประสงค์ของการจดบันทึกค่าใช้จ่ายก็เพื่อให้รู้ว่าใช้เงินไปกับเรื่องใดบ้าง จำเป็นหรือไม่จำเป็นอย่างไร
ตัวอย่างการตีตารางจดบันทึกนี้ เป็นตัวอย่างให้เห็นการใช้จ่ายรายวัน ซึ่งในวันแรกที่เป็นวันเริ่มต้นเดือนใหม่ สามารถใส่จำนวนเงินเดือนที่ได้รับจริงไว้ตรงส่วนบนได้ ส่วนรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าสำหรับใช้ในการอุปโภค บริโภค รายวัน เสื้อผ้าข้าวของที่ซื้อเป็นพิเศษ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องไม้เครื่องมือ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเช่า ให้จดเอาไว้ ที่สำคัญคือต้องจดให้ละเอียดว่าได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง แม้แต่เดินเล่นซื้อขนม ซื้อไอศกรีมรับประทาน 5 บาท 10 บาท ก็ต้องจด เพราะถ้าไม่จดก็จะทำให้ลืม ทีนี้เราก็จะรู้ว่าใช้จ่ายอย่างไร เงินหายไปไหน แล้วค่อยเปลี่ยนพฤติกรรม เลิกใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป
ในระยะแรกอาจจะใช้วิธีสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นรายเดือนก็ได้ แล้วค่อยขยับมาเป็น 15 วันสรุป และสรุปในทุกสัปดาห์ โดยการจดบันทึกค่าใช้จ่ายนี้แม้ไม่ได้ทำให้รายได้เพิ่มจากที่ได้รับคงที่ทุกเดือน แต่ทำให้เรามีวินัยในการใช้จ่ายมากขึ้น ได้รู้ว่าเดือนหนึ่งๆ ใช้จ่ายเรื่องเสื้อผ้าเกินไปหรือไม่ ซื้อข้าวของเครื่องประดับเกินไปหรือไม่ เราจะเห็นได้เองจากการจดบันทึกค่าใช้จ่ายนี้
เก็บออมควบคู่รู้รายจ่าย
มนุษย์เงินเดือนนั้นชื่อก็บอกอยู่แล้ว มีรายได้เข้ามาเป็นรายเดือนคงที่ แต่ความคงที่นี้ก็อาจมีตัวแปรให้เกิดความไม่คาดฝัน กระทบกับชีวิตได้ ใครจะรู้ละว่าวันหนึ่งข้างหน้างานประจำที่มีอยู่จะเกิดมีอันเป็นไปหรือไม่ ดังนั้นนอกจากเริ่มต้นการจดบันทึกเพื่อรู้รายจ่ายแล้ว ให้แบ่งปันเงินรายได้ส่วนหนึ่งเก็บออมเอาไว้ ถ้าตามสูตรเริ่มต้นของการเก็บออมก็คือ 10% ของรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน
เคล็ดลับในการเก็บออมคือ หาสถานที่เก็บเงินที่นำออกมาใช้ได้ยากที่สุด เช่น เปิดเป็นบัญชีออมทรัพย์กับธนาคาร โดยเลือกที่จะไม่ทำบัตรเอทีเอ็ม สมุดบัญชีธนาคารนั้นก็เก็บให้พ้นหูพ้นตา จะหยิบออกมาแต่ละครั้งก็เมื่อถึงเวลาต้องฝากเงินออมในแต่ละเดือน หรือสำหรับผู้รับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่หน่วยงานมักจะมีสหกรณ์ของตัวเองก็ให้เลือกฝากเงินกับสหกรณ์ได้ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการหักเงินเดือนไว้เลย ทำให้โอกาสสัมผัสเงินสดมีน้อยลง เงินจะได้หมุนเข้าไปในบัญชีออมได้ตรงตามเป้าประสงค์ทุกเดือน
จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะจดบันทึกค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการเก็บออม เพียงแต่ที่สำคัญต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่า ต้องทำเป็นประจำสม่ำเสมอ แล้วความมีวินัยในการใช้เงินและเก็บออมก็จะเกิดขึ้นเอง
ที่มา : โพสต์ทูเดย์

คำถาม 3 ข้อ
1. ใครเป็นคนริเริ่มให้ทำบัญชีจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน
2. การรู้ค่าใช้จ่ายของตัวเองในแต่ละวัน มีความสำคัญอย่างไร
3. เคล็ดลับในการเก็บออมคืออะไร

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

IMF คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกจะหดตัว1.3%

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด IMF ระบุว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะหดตัวลง 1.3% ในปีนี้ โดยภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เศรษฐกิจโลกจะเติบโตอย่างเฉื่อยชาเพียง 1.9% ในปีหน้า แต่การที่เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นได้นั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินมาตรการอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาในระบบการเงิน เมื่อ 3 เดือนก่อนไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกอาจเติบโต 0.5% แต่IMF ประกาศเตือนในเดือนที่แล้วว่าเศรษฐกิจอาจถดถอยรุนแรง และระบุว่าไอเอ็มเอฟ ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ลงจากเดิม เพราะมีแนวโน้มว่าตลาดการเงินจะต้องใช้เวลานานเกินคาดในการกลับเข้าสู่เสถียรภาพ ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า "ปัญหาสำคัญก็คือ นโยบายต่างๆอาจไม่เพียงพอต่อการสกัดกั้นการส่งผลกระทบย้อนกลับในทางลบ ระหว่างภาวะการเงินที่ตกต่ำกับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอในขณะที่สาธารณชนให้การ สนับสนุนเพียงในวงจำกัดต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล"

ที่มา: http://www.mrtaxbiz.com/pressroom.php?tid=311&ayear=2009&user=press


คำถาม
1. ใจความสำคัญของบทความนี้คืออะไร
2. IMFคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตไปอย่าช้าในปีหน้ากี่เปอร์เซ็น
3. ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจโลกที่ IMF กล่าวคือ

น.ส.เคียงขัวญ สุกรณ์ เลขทะเบียน 4902100621

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นโยบายภาครัฐกับการอยู่รอดของ SMEs ปี 2552


ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่เผชิญผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินครั้งรุนแรงที่สุด ในรอบ 8 ทศวรรษ อันส่งผลให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น เดินเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง และ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ภูมิภาคหลักทั้งสามนี้ประสบกับภาวะถดถอยพร้อมกัน ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) ที่เคยมีการเจริญเติบโตสูงอย่างโดดเด่นและเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในภาวะที่กลุ่มภูมิภาคของโลกมีปัญหานั้น กลับไม่สามารถแสดงบทบาทดังที่คาด เห็นได้จากเครื่องชี้เศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่ทยอยประกาศออกมาสะท้อนการชะลอตัวอย่างชัดเจน ขณะที่การส่งออกของไทยไปยังตลาดใหม่เหล่านี้ส่วนใหญ่ชะลอตัวลงเช่นกัน

นด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้เมื่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้และการจ้างงานหลักของเศรษฐกิจไทยประสบปัญหาหนัก กระแสการลดกำลังการผลิต การจ้างงาน รวมถึงค่าจ้างค่าตอบแทนของพนักงานในหลายธุรกิจ จึงส่งผลกระทบต่อแนวโน้มรายได้และการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรง ขณะเดียวกัน ภาวะการลงทุนของภาคธุรกิจมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัญหาในตัวของธุรกิจเองที่เผชิญภาวะผลประกอบการและสภาพคล่องทางการเงิน ที่อ่อนแอลง อีกทั้งนักลงทุนต่างชาติอาจยังคงรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองของ ไทย ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนยิ่งอ่อนกำลังลงไปทุกขณะ

ภายใต้สถานการณ์ปัญหาที่รุมเร้ารอบด้านนี้ รัฐบาลได้มีมาตราการออกมาหลายโครงการด้วยกัน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของภาคธุรกิจที่ประสบปัญหา รวมทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการหมุนเวียนของการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงนโยบายภาครัฐผ่านมาตราการทางเศรษฐกิจที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว และผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2552 โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

รัฐบาลได้ใช้
มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรกโดยจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 โดยปรับปรุงวงเงินเป็น 116,700 ล้านบาท มีโครงการดำเนินการทั้งสิ้น 16 โครงการในจำนวนนี้โครงการที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่

- โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
- โครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว
- โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร
- โครงการก่อสร้างทางในหมู่บ้านเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน
- โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ
- โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน
- โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย

สำหรับโครงการอื่นๆนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสาขาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการ อาจจะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากโครงการลดรายได้ เพิ่มรายจ่าย ผ่านมาตราการลดภาระค่าครองชีพและให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ผู้สุงอายุ ผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้บริโภคที่ได้รับความช่วยเหลือมีเงินกลับเข้ามาใช้จ่าย เพื่อการอุปโภคบริโภคได้เพิ่มขึ้น ส่วนโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน น่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเวียนไปสู่ผู้ผลิตสินค้าวัตถุดิบที่จำเป็นในการนำมาผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งประเมินวงเงินความช่วยเหลือทั้งหมดรวมทั้งสิ้นประมาณ 87,000 ล้านบาท


ที่มา : http://www.siamhire.com/article/view/27/


คำถาม

1. ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่เผชิญผลกระทบวิกฤตการณ์การเงินครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 8 ทศวรรษ
ส่งผลให้กับกลุ่มประเทศใด อย่างไร
2. ด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ ผลกระทบรุนแรงจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกส่งผลต่อด้านใดโดยตรง
3. มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรก รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายเป็นวงเงินเท่าไหร่ และ
โครงการ
ที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์โดยตรง
มีทั้งสิ้นกี่โครงการ อะไรบ้าง

โดย นางสาว สุภารัตน์ ฐิติโภคา เลขทะเบียน 4902100682

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากเงินทุนของท่าน

ธนาคารกรุงเทพช่วยให้ท่านลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนได้ง่ายขึ้น ด้วยการลงทุนในกองทุนรวมผ่านธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีกองทุนให้เลือกหลากหลายประเภทตามความต้องการของแต่ละท่าน ท่านสามารถสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนได้โดยสะดวกที่สาขาของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนพร้อมให้บริการอยู่ที่สาขาทั่วประเทศ (ยกเว้นสาขาไมโคร) ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อท่านสั่งขายคืนหน่วยลงทุน ท่านก็จะได้รับเงินค่าขายคืนโอนเข้าบัญชีเงินฝากของท่านในวันทำการถัดไป (เฉพาะบัญชีของธนาคารกรุงเทพ)

การลงทุนในกองทุนรวมเป็นทางเลือกหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ท่านได้รับผลตอบแทนมากขึ้น เมื่อท่านลงทุนกับกองทุนรวม บริษัทจัดการจะนำเงินของท่าน ไปลงทุนในตลาดเงิน ตลาดหลักทรัพย์ และตลาดตราสารหนี้ ตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวนของกองทุนนั้นๆ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

(ก.ล.ต.) แล้ว

ที่มา : http://www.bangkokbank.com

คำถาม

1.การลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน สามารถทำได้โดยวิธีใด

2.ท่านสามารถสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนได้ที่ใด

3.เมื่อท่านสั่งขายคืนหน่วยลงทุน ท่านก็จะได้รับอะไรเป็นการตอบแทน

โดย นางสาวพัชรา อมรกิจ เลขทะเบียน 4902100682

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

IMF มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างไร

ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา IMF ได้ประกาศปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกในปี 2009 จากร้อยละ 2.2 เหลือเพียง ร้อยละ 0.5 แต่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปีนี้โดยคาดว่าในปี 2010 จะขยายตัวร้อยละ 3.0
การประมาณการดังกล่าวอาจไม่เป็นที่สงสัย เนื่องมาจากในปัจจุบันดัชนีทางเศรษฐกิจและภาคการเงินที่สำคัญต่างๆชี้ให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงมาอย่างเห็นได้ชัดทั้งในภาคเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลก แต่จากการที่ IMF มองว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2010 อาจเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายการเงินอย่างผ่อนคลายอย่างมาก รวมถึงการออกมาตาการพิเศษต่าง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตในตลาดการเงินและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วแบบตัววี อย่างไรก้อตามการฟื้นตัวดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องมาจากจะขึ้นอยู่กับประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจของทางการเป็นหลัก
อย่างไรก้อดีมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยจะมองว่าเศรษฐกิจของสหรัฐไม่น่าฟื้นตัวเร็ว การฟื้นตัวน่าจะมีลักษณะเป็นตัวยู กล่าวคือจะฟื้นตัวช้ามาก โดยการแก้ปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดการเงินต้องใช้เวลานานกว่านี้ หรือในกรณีเลวร้าย คือมองว่าการฟื้นตัวน่าจะมีลักษณะเป็นตัวแอล คือเศรษฐกิจโลกจะจะอ่อนแอและซบเซาต่อเนื่องไปนานหลายปี เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้การจายตัวไปยังประเทศต่างๆอย่างกว้างขวาง
ดังนั้นการที่จะบอกว่า IMF มองว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็ว ต้องกลับมาพิจารณาว่ามาตราการต่างๆของทางการมีประสิทธิภาพอย่างที่ IMF คาดไว้หรือไม่ โดยหากสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ผลิตให้กลับมาใช้จ่ายบริโภคลงทุน และทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยในสหรัฐและประเทศอื่นมีเสถียรภาพมากขึ้น ความเสี่ยงในระบบการเงินลดได้จริง การฟื้นตัวแบบตัววีก้อน่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ผลิตได้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกก้อจะยืดเยื้อต่อไป สำหรับประเทศในเอเชียการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอาจช่วยบรรเทาผลกระทบลงได้ระดับหนึ่ง แต่การฟื้นตัวจริงๆคงต้องรอให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวก่อนจึงจะสามารถหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552

คำถาม
1.IMFมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและคาดว่าในปี 2010จะขยายตัวร้อยละเท่าไร
2.ในปี 2010 IMF คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจเนื่องมาจากสาเหตุใด
3. การเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจในลักษณะตัวยูหมายถึงอะไร


โดย นางสาวเคียงขวัญ สุกรณ์ เลขทะเบียน 4902100621