วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

IMF คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกจะหดตัว1.3%

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด IMF ระบุว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะหดตัวลง 1.3% ในปีนี้ โดยภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เศรษฐกิจโลกจะเติบโตอย่างเฉื่อยชาเพียง 1.9% ในปีหน้า แต่การที่เศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นได้นั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินมาตรการอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาในระบบการเงิน เมื่อ 3 เดือนก่อนไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกอาจเติบโต 0.5% แต่IMF ประกาศเตือนในเดือนที่แล้วว่าเศรษฐกิจอาจถดถอยรุนแรง และระบุว่าไอเอ็มเอฟ ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ลงจากเดิม เพราะมีแนวโน้มว่าตลาดการเงินจะต้องใช้เวลานานเกินคาดในการกลับเข้าสู่เสถียรภาพ ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า "ปัญหาสำคัญก็คือ นโยบายต่างๆอาจไม่เพียงพอต่อการสกัดกั้นการส่งผลกระทบย้อนกลับในทางลบ ระหว่างภาวะการเงินที่ตกต่ำกับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอในขณะที่สาธารณชนให้การ สนับสนุนเพียงในวงจำกัดต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล"

ที่มา: http://www.mrtaxbiz.com/pressroom.php?tid=311&ayear=2009&user=press


คำถาม
1. ใจความสำคัญของบทความนี้คืออะไร
2. IMFคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตไปอย่าช้าในปีหน้ากี่เปอร์เซ็น
3. ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจโลกที่ IMF กล่าวคือ

น.ส.เคียงขัวญ สุกรณ์ เลขทะเบียน 4902100621

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นโยบายภาครัฐกับการอยู่รอดของ SMEs ปี 2552


ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่เผชิญผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินครั้งรุนแรงที่สุด ในรอบ 8 ทศวรรษ อันส่งผลให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น เดินเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง และ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ภูมิภาคหลักทั้งสามนี้ประสบกับภาวะถดถอยพร้อมกัน ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) ที่เคยมีการเจริญเติบโตสูงอย่างโดดเด่นและเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในภาวะที่กลุ่มภูมิภาคของโลกมีปัญหานั้น กลับไม่สามารถแสดงบทบาทดังที่คาด เห็นได้จากเครื่องชี้เศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่ทยอยประกาศออกมาสะท้อนการชะลอตัวอย่างชัดเจน ขณะที่การส่งออกของไทยไปยังตลาดใหม่เหล่านี้ส่วนใหญ่ชะลอตัวลงเช่นกัน

นด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้เมื่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้และการจ้างงานหลักของเศรษฐกิจไทยประสบปัญหาหนัก กระแสการลดกำลังการผลิต การจ้างงาน รวมถึงค่าจ้างค่าตอบแทนของพนักงานในหลายธุรกิจ จึงส่งผลกระทบต่อแนวโน้มรายได้และการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรง ขณะเดียวกัน ภาวะการลงทุนของภาคธุรกิจมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัญหาในตัวของธุรกิจเองที่เผชิญภาวะผลประกอบการและสภาพคล่องทางการเงิน ที่อ่อนแอลง อีกทั้งนักลงทุนต่างชาติอาจยังคงรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองของ ไทย ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนยิ่งอ่อนกำลังลงไปทุกขณะ

ภายใต้สถานการณ์ปัญหาที่รุมเร้ารอบด้านนี้ รัฐบาลได้มีมาตราการออกมาหลายโครงการด้วยกัน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของภาคธุรกิจที่ประสบปัญหา รวมทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการหมุนเวียนของการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ถึงนโยบายภาครัฐผ่านมาตราการทางเศรษฐกิจที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว และผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2552 โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

รัฐบาลได้ใช้
มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรกโดยจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 โดยปรับปรุงวงเงินเป็น 116,700 ล้านบาท มีโครงการดำเนินการทั้งสิ้น 16 โครงการในจำนวนนี้โครงการที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่

- โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
- โครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว
- โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร
- โครงการก่อสร้างทางในหมู่บ้านเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน
- โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ
- โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน
- โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย

สำหรับโครงการอื่นๆนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสาขาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการ อาจจะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากโครงการลดรายได้ เพิ่มรายจ่าย ผ่านมาตราการลดภาระค่าครองชีพและให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ผู้สุงอายุ ผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้บริโภคที่ได้รับความช่วยเหลือมีเงินกลับเข้ามาใช้จ่าย เพื่อการอุปโภคบริโภคได้เพิ่มขึ้น ส่วนโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน น่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเวียนไปสู่ผู้ผลิตสินค้าวัตถุดิบที่จำเป็นในการนำมาผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งประเมินวงเงินความช่วยเหลือทั้งหมดรวมทั้งสิ้นประมาณ 87,000 ล้านบาท


ที่มา : http://www.siamhire.com/article/view/27/


คำถาม

1. ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่เผชิญผลกระทบวิกฤตการณ์การเงินครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 8 ทศวรรษ
ส่งผลให้กับกลุ่มประเทศใด อย่างไร
2. ด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ ผลกระทบรุนแรงจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกส่งผลต่อด้านใดโดยตรง
3. มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรก รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายเป็นวงเงินเท่าไหร่ และ
โครงการ
ที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์โดยตรง
มีทั้งสิ้นกี่โครงการ อะไรบ้าง

โดย นางสาว สุภารัตน์ ฐิติโภคา เลขทะเบียน 4902100682

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากเงินทุนของท่าน

ธนาคารกรุงเทพช่วยให้ท่านลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนได้ง่ายขึ้น ด้วยการลงทุนในกองทุนรวมผ่านธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีกองทุนให้เลือกหลากหลายประเภทตามความต้องการของแต่ละท่าน ท่านสามารถสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนได้โดยสะดวกที่สาขาของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนพร้อมให้บริการอยู่ที่สาขาทั่วประเทศ (ยกเว้นสาขาไมโคร) ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อท่านสั่งขายคืนหน่วยลงทุน ท่านก็จะได้รับเงินค่าขายคืนโอนเข้าบัญชีเงินฝากของท่านในวันทำการถัดไป (เฉพาะบัญชีของธนาคารกรุงเทพ)

การลงทุนในกองทุนรวมเป็นทางเลือกหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ท่านได้รับผลตอบแทนมากขึ้น เมื่อท่านลงทุนกับกองทุนรวม บริษัทจัดการจะนำเงินของท่าน ไปลงทุนในตลาดเงิน ตลาดหลักทรัพย์ และตลาดตราสารหนี้ ตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวนของกองทุนนั้นๆ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

(ก.ล.ต.) แล้ว

ที่มา : http://www.bangkokbank.com

คำถาม

1.การลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน สามารถทำได้โดยวิธีใด

2.ท่านสามารถสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนได้ที่ใด

3.เมื่อท่านสั่งขายคืนหน่วยลงทุน ท่านก็จะได้รับอะไรเป็นการตอบแทน

โดย นางสาวพัชรา อมรกิจ เลขทะเบียน 4902100682